green and brown plant on water

เมตตาสมาธิกำลังแผ่นดิน

เวลาอ่าน : 3 นาที

เสียงธรรมจากห้อง  “เมตตาภิรมย์กรรมฐาน

วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

เรื่อง เมตตาสมาธิกำลังแผ่นดิน

โดย อาจารย์ คณานันท์ ทวีโภค

กำหนดสติในความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ผ่อนคลายร่างกายปล่อยวางร่างกาย ปล่อยวางผัสสะที่เชื่อมโยงเกี่ยวเนื่องกับขันธ์ห้าร่างกาย กำหนดรู้ในกายเพื่อปล่อยวางร่างกาย ทรงสภาวะที่จิตปล่อยวาง กายเบาเพื่อจิตเบา ปล่อยวางกายเพื่อเข้าถึงจิต ประคับประคองทรงสภาวะที่จิตปล่อยวาง ทั้งร่างกายทั้งความห่วงใยเชื่อมโยงทั้งผัสสะ ปล่อยวางเหมือนกับจิตของเรานั้นไม่ห่วงไม่เกาะไม่ยึดในขันธ์ห้าร่างกาย ยิ่งวางยิ่งว่างยิ่งเบายิ่งสงบ จดจ่ออยู่กับความสงบอันเกิดขึ้นจากการปล่อยวางร่างกายขันธ์ห้า ความสงบจากจิตที่สงบระงับ จากความเกาะเกี่ยวเชื่อมโยงอยู่กับร่างกายขันธ์ห้า เกิดธรรมเครื่องรู้ประจักษ์แจ้งกับใจว่า ร่างกายขันธ์ห้านี้เป็นภาระหนัก เมื่อเราสงบระงับปล่อยวางร่างกายได้ จึงพบกับความสงบความเบาความสบาย ทรงสภาวะแห่งการปล่อยวางกาย ผ่อนคลาย คือ ปล่อยวาง

เมื่อเราปล่อยวางจากภาระของกายการมีร่างกาย ปล่อยวางภาระของใจคือภาระของกิจการงานความวุ่นวายความกังวลทั้งหลาย เราปล่อยวางออกจากกายและใจจนหมด เราก็เริ่มเข้าสู่การปฏิบัติตัวเนื้อสมาธิ โดยเริ่มต้นจากการฝึกสมถะในอานาปานสติ

กำหนดจินตภาพเห็นลมหายใจเป็นเหมือนกับแพรวไหมพลิ้วผ่านเขาออกในกาย อันเป็นการฝึกผนวกทั้งอานาปานสติควบกับกสิณลม คือ การที่เราเห็นภาพมวลกระแสอากาศเป็นเหมือนกับแพรวไหมระยิบระยับ ตรงจุดนี้ก็คือกสิณลม และอีกในด้านหนึ่ง ในการฝึกรู้ในลมตลอดสาย เห็นมวลของอากาศลมปราณที่ถ่ายทอดไหลเวียนโคจรผ่านกายทั้งเข้าและออก ก็เป็นการฝึกปราณในไปในตัว

กำหนดทรงสติรู้ในลมหายใจตลอดทั้งสายตลอดทั้งกองลมนี้ ลมหายใจละเอียดเบาพลิ้วผ่านเข้าออกในกาย สติกำหนดรู้ติดตามรู้ในลมหายใจไม่ให้คลาดจากลมหายใจแม้แต่ขณะเดียว เราเป็นผู้กำหนดติดตามดูติดตามรู้ในลมหายใจ เราเป็นผู้ติดตามรู้ทั้งลมหายใจ ติดตามรู้ทั้งความเบาความสบายคือเวทนา กำหนดรู้อยู่กับลมหายใจนี้ ลมหายใจยิ่งเบายิ่งละเอียด อารมณ์จิตยิ่งเข้าถึงความเบาความสงบ ลมหายใจที่เบาละเอียดเข้าถึงความเบาความสงบ นั่นคือจิตย่อมเข้าถึงฌานที่มีระดับชั้นสูงขึ้นไปตามความสงบที่ปรากฏขึ้น ลมหายใจยิ่งละเอียดจิตยิ่งเข้าถึงความสงบ กำหนดรู้เป็นปัจจัตตัง รู้ในลมละเอียด รู้ในความสงบของใจ ทรงสภาวะที่ลมหายใจละเอียดเบาสบาย

เมื่อไหร่ที่เราเข้าถึงแต่ละสภาวะอารมณ์ของพระกรรมฐานในแต่ละจุด วิธีการฝึกวสีในด้านความชำนาญในการทรงฌาน นั่นก็คือเราต้องพยายามฝึก เมื่อเข้าถึงสภาวะอารมณ์ในจุดที่เราต้องการแล้ว เราต้องฝึกที่จะทรงอารมณ์นั้นเป็นเวลาช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งหากนำเอาศาสตร์ของจิตวิทยาสมัยใหม่มาใช้ร่วม นั่นก็คืออย่างน้อยหากจิตเราจดจ่อกับสิ่งใดเป็นเวลาเกิน 19 วินาที เมื่อนั้นกลไกของจิตก็จะเริ่มส่งผล เช่นเวลาที่เราทรงอารมณ์ที่ลมสบาย เราก็ควรจะทรงอารมณ์เช่นนี้ให้ได้นานอย่างน้อยทอดเวลาให้ได้นาน 19 วินาที แต่สำหรับที่เราปฏิบัติกันนั้น เวลาแค่ 19 วินาทีก็ถือว่าน้อยไป เราก็ทำให้เกินไปจาก 19 วินาทีก็คือ 30 วินาทีเป็นอย่างน้อยในแต่ละสภาวะ ซึ่งการที่เราทรงอารมณ์ได้นาน จิตก็จะเกิดความเคยชิน จิตก็จะเกิดความตั้งมั่น จิตก็จะเกิดความเสถียรภาพ คือมีความราบรื่นต่อเนื่องไม่แกว่งไกวไม่ขึ้นลง ระดับของสมาธิระดับของอารมณ์พระกรรมฐาน ณ จุดนั้นมันไม่แกว่งไกว นั่นก็คือจิตเราเกิดตบะ การเข้าฌานการเข้าสู่อารมณ์พระกรรมฐานในจุดที่เราต้องการก็กลายเป็นเรื่องปกติ ซึ่งหลักนี้เป็นหลักที่สามารถนำไปใช้ในทุกสภาวะ ไม่ว่าการที่เราจะทรงในอานาปานสติ ทรงในฌาน4ในอานาปานสติ ทรงในอารมณ์สบาย อารมณ์สบายหรือลมสบายนั้นที่จริงก็คือ “อุปจารสมาธิ” ซึ่งแค่ลมสบายเบาๆเป็นสุข ตรงจิตนี้ก็เกิดสภาวะความเป็นทิพย์ของจิตหรืออภิญญาแล้ว ยิ่งจิตรวมตั้งมั่นเป็นฌานสี่่ ลมหายใจสงบระงับ อารมณ์จิตหรือการโฟกัสของจิตการรวมจิตมันมีความเข้มข้นขึ้นไปอีก นอกเหนือจากอานาปานสติก็คือการทรงอารมณ์ในขณะที่เราทรงภาพพระก็ดี ทรงภาพกสิณก็ดี แต่ละจุดแต่ละสภาวะ ถ้าเราฝึกจนชำนาญก็ควรที่จะทรงอารมณ์ได้เกิน 30 วินาทีขึ้นไปเป็นอย่างน้อย ถือว่าเป็นมาตรฐานของการที่เราฝึกในเมตตาสมาธิ

ทรงจิตเป็นประกายพรึกให้ได้ ตั้งมั่นสมบูรณ์พร้อมทั้งความใสความสว่าง อารมณ์ความเป็นสุขของจิต ทรงสภาวะไว้ ให้เราต่อเลย ขึ้นสู่สภาวะที่จิตเป็นปฏิภาคนิมิต ทรงสภาวะไว้ ปฏิภาคคือเป็นเพชรประกายพรึก มีรัศมีจิตอารมณ์จิตมีความผ่องใสเป็นสุขเต็มกำลัง ทรงสภาวะไว้

จากนั้นอธิษฐานจิต

จิตข้าพเจ้าผ่องใส มีความตั้งมั่นในความผ่องใสอย่างยิ่ง

จิตข้าพเจ้าผ่องใส จิตข้าพเจ้ามีความตั้งมั่นในความผ่องใสอย่างยิ่ง

แม้ครั้งที่3 ตะติยัมปิ จิตข้าพเจ้าประภัสสร มีความผ่องใส มีความประภัสสร จิตข้าพเจ้ามีความตั้งมั่นเต็มกำลังอย่างยิ่ง

เมื่อจิตเรามีความผ่องใสมีกำลังของกสิณเต็มแล้ว เราก็น้อมรำลึกว่า ข้าพเจ้าทรงกำลังในส่วนแห่งการปฏิบัติที่ข้าพเจ้ามีความเพียร มีความอดทน มีวิริยะอุตสาหะในการปฏิบัติ เพื่อเป็นพุทธบูชา เพื่อเป็นธรรมบูชา เพื่อเป็นสังฆบูชา เป็นการปฏิบัติเพื่อมรรคผลพระนิพพานเป็นที่สุด ขอบารมีพระพุทธองค์ทรงสงเคราะห์ ข้าพเจ้าทำในกำลังแห่งสมถะได้สูงเพียงใด ก็ขอให้พระพุทธองค์ทรงเมตตาประทานกำลังให้อีกหนึ่งเท่าตัว คือครึ่งหนึ่งคือเท่าตัวนั่นเอง ขออาราธนาบารมี พุทธานุภาพจงมาปรากฏเป็นภาพพุทธนิมิตคือภาพพระพุทธองค์ในจิตของข้าพเจ้า ณ บัดนี้ พร้อมด้วยกระแสแห่งพุทธานุภาพ จงปรากฏขึ้นเป็นกำลังแห่งมโนมยิทธิเต็มกำลังด้วยเทอญ

จากนั้นกำหนดภาพองค์พระยิ่งสว่างขึ้นใสขึ้นเป็นเพชรประกายพรึก สว่างขึ้น จิตเราซึมซับรับพุทธานุภาพ ด้วยอารมณ์จิตที่เคารพรักในพระพุทธเจ้า ด้วยความนอบน้อมในพระรัตนตรัย ด้วยความรู้คุณแห่งครูบาอาจารย์ที่ประสิทธิ์ประสาทสรรพวิชาต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล สายตรงจากพระบรมครู คือพระพุทธเจ้า ตราบสืบทอดผ่านเวลา 2500 ปี จนถึงข้าพเจ้าในทุกวันนี้ องค์ภาพพุทธนิมิตปรากฏสว่างไสวชัดเจนเต็มกำลัง จิตเกิดปิติ เกิดธรรมปิติเกิดความผ่องใส สว่างเต็มกำลัง

จากนั้นเมื่อจิตของเรามีความผ่องใสเต็มที่ มีกำลังแห่งฌานสมาบัติเต็มที่ เราอธิษฐานจิต ขอบารมีพระพุทธองค์ทรงสงเคราะห์ ขอยกจิตอทิสมานกายข้าพเจ้าขึ้นไปบนพระนิพพาน อยู่ท่ามกลางมหาสมาคม คือพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระอรหันต์ทุกๆพระองค์ บนพระนิพพาน ขอกายข้าพเจ้าจงปรากฏเป็นกายพระวิสุทธิเทพสว่าง

ทรงสภาวะที่จิตของเราเป็นเพชรประกายพรึกสว่าง เมื่อจิตปรากฏสภาวะเป็นประกายพรึกที่สว่าง เราทบทวนอารมณ์จิตทั้งภาพความสว่าง ความระยิบระยับแพรวพราว และอารมณ์จิตที่ผ่องใสเป็นสุข เรากำหนดน้อมให้สภาวะนี้ปรากฏขึ้นเต็มกำลัง ทรงสภาวะแห่งความผ่องใส และประคับประคองความตั้งมั่นวสี จิตข้าพเจ้าผ่องใส จิตข้าพเจ้าประภัสสร ทรงสภาวะไว้ให้มีความตั้งมั่น

จากนั้นกำหนดจิต อาราธนาบารมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงสภาวะความผ่องใสของจิต ทรงสภาวะที่ปรากฏพุทธนิมิตในพระรูปพระโฉมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ปรากฏด้วยความชัดเจน กำหนดสติของเราสามารถก้าวข้ามอุปสรรคสิ่งรบกวน กำหนดน้อมนึกให้ปรากฏจิตที่ประภัสสรอีกครั้งหนึ่ง กำหนดสภาวะที่จิตผ่องใสเป็นเพชรระยิบระยับ ทรงสภาวะไว้ เมื่อจิตผ่องใส จิตมีกำลังแล้ว เราก็น้อมจิตรำลึกนึกถึงพระพุทธองค์ กำหนดทรงสภาวะให้ภาพองค์พระชัดเจนที่สุด สว่างที่สุด ใสที่สุด

วิธีการฝึกในลำดับต่อไป ในยามที่ภาพพระนั้นยังไม่ผ่องใส อันนี้ก็เป็นการฝึกที่เรียกว่า “การกลั่นจิต”

การกลั่นจิตนั้น ก็คือการกำหนดว่า ภาพองค์พระหรือภาพนิมิตต่างๆนั้น เมื่อใสแล้วก็จงใสขึ้นไปได้อีก สว่างแล้วก็สว่างขึ้นไปได้อีก ระยิบระยับแล้วก็จงแพรวพราวระยิบระยับเพิ่มได้อีก พร้อมกับอารมณ์จิตที่รู้สึกว่าอารมณ์ของเราเป็นสุข ก็กำหนดว่าจิตของเราเป็นสุขขึ้นไปได้อีก เอิบอิ่มขึ้นไปได้อีก ทรงสภาวะไว้

จากนั้นอธิษฐานจิต ขอบารมีพระพุทธองค์ทรงสงเคราะห์ ยกจิตข้าพเจ้าขึ้นไปบนพระนิพพาน กำหนดเห็นกายพระวิสุทธิเทพของเราอยู่บนพระนิพพาน พร้อมกับน้อมจิตกราบพระพุทธเจ้า กราบทุกท่านทุกๆพระองค์บนพระนิพพาน ด้วยความเคารพด้วยความนอบน้อม

เมื่อกราบแล้วต่อไปเราก็พิจารณาในธรรมะในสิ่งที่เราได้ปฏิบัติ คือการใช้กำลังของมโนมยิทธิขึ้นมาบนพระนิพพาน เรามีจุดมุ่งหมายอย่างไรในการปฏิบัติในการเจริญพระกรรมฐาน เรามุ่งหมายในอริยทรัพย์เป็นหลักตามแก่นตามหลักที่ครูบาอาจารย์ คือ หลวงพ่อฤาษีหลวงพ่อพระราชพรหมยานท่านมีเป้าหมายสำคัญ การฝึกมโนมยิทธิยกจิตขึ้นพระนิพพานก็เพื่อให้จิตชินกับการเชื่อมโยงกับพระนิพพาน ฝึกให้จิตชินกับสภาวะที่จิตเหล่านั้นอยู่ใกล้พระพุทธเจ้า อยู่ใกล้พระอรหันต์ ห่างไกลจากสรรพกิเลส คือความรัก โลภ โกรธ หลง อยู่ห่างไกลจากโลกจากความวุ่นวาย อยู่ห่างไกลจากความโลภโกรธหลงทั้งปวง ยิ่งจิตเราอยู่บนพระนิพพานนานเท่าไหร่ บ่อยครั้งเท่าไหร่ ชำนาญเชี่ยวชาญเป็นวสีมากขึ้นเท่าไหร่ จิตเราก็จะเริ่มห่างจากกิเลสจนกระทั่ง กิเลสในใจมันค่อยๆจืดค่อยๆจางลง จางลงไปจนค่อยๆสลายตัวไปได้ง่ายดายในที่สุด จิตห่างจากสิ่งเร้าจากสิ่งกระตุ้นจากกิเลสทั้งปวง เราอยู่กับหมู่กัลยาณมิตรคือพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า อยู่กับพระอรหันต์ อยู่กับพระผู้สิ้นซึ่งอาสวะกิเลสทั้งปวง ใจเราอยู่ที่ไหน คบใคร จิตเราก็เป็นตามนั้น แต่หากเราอยู่ในหมู่ในสังคม อยู่ในหมู่พวกที่คลุกเคล้าชักชวนแต่ในสิ่งที่เป็นกิเลสตัณหา สิ่งที่เป็นเรื่องคิดร้ายคิดลบ สิ่งที่เป็นอกุศล ชักชวนไปในสิ่งที่ละเมิดศีล เราอยู่ในหมู่ที่เป็นอกุศลจิตหมู่คนพาลเหล่านั้น จิตเราก็พลอยเป็นจิตพาลจิตอกุศลตามไปด้วยเช่นกัน

ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดในการปฏิบัติที่ง่ายที่สุดก็คือ เราจงอยู่ในหมู่ผู้ที่ปฏิบัติ อยู่ในหมู่อยู่ในสถานที่ที่สัปปายะกับการปฏิบัติ แม้ว่ากายเนื้อของเรา เรายังต้องคลุกคลี ยังต้องทำงาน ยังต้องพบปะกับคนที่เขาละเมิดศีล คนที่เขาไม่ได้ปฏิบัติธรรม ไม่ได้ชะล้างกิเลส แต่การที่เราได้มโนมยิทธิ มีความเป็นทิพย์ของจิต สามารถแยก สามารถยกอทิสมานกายมาที่พระนิพพานได้เสมอเป็นปกติ เราใช้จุดนี้ให้เป็นประโยชน์ กายเนื้อเรายุ่งวุ่นวายกระทบบนโลก กายทิพย์เราอยู่บนพระนิพพาน ปล่อยให้กายมันได้ยินเสียงแต่จิตไม่ปรุงแต่ง พอเราฝึกก้าวหน้าขึ้น เราลองฝึกในบางสถานการณ์ อยู่ในโลกแต่เราแยกจิตมาอยู่บนพระนิพพาน เราได้ยินเสียงนินทาว่าร้าย เสียงตำหนิ เสียงต่อว่า เสียงคนใช้อารมณ์ แต่จิตเราอยู่บนพระนิพพาน แล้วให้กายเนื้อที่ได้ยินเสียงนั่นแหละไม่ต้องปรุง ไม่ต้องรู้สึกอุเบกขาอย่างยิ่ง นิ่งอย่างยิ่ง ค่อยๆฝึกในสถานการณ์ที่เราพอไหว ฝึกให้มากขึ้นบ่อยขึ้น จนกระทั่งในที่สุดจิตเราก็จะเริ่มอุเบกขา จิตเราก็จะเริ่มปล่อยวาง จิตเราก็จะเริ่มที่จะไม่กระทบกับอารมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น จิตเบาลง จิตก้าวหน้า อยู่กับการกระทบโดยที่เราไม่รู้สึกกระทบได้ การกระทบของจิตนั้น มันแบ่งกันออกมาเป็น

หนึ่ง กระทบแต่เราอดทนอดกลั้นต่อการกระทบนั้น ตรงจุดนี้เราใช้ข้อธรรมในเรื่อง “ขันติ ความอดทนอดกลั้น ทมะ ความข่มใจ คือ ข่มจิตข่มใจที่จะไม่โต้ตอบ” แต่บางครั้งความโกรธความสะเทือนใจจากการกระทบมันมี แต่เราอดทนอดกลั้นข่มไว้กดไว้

พอก้าวหน้าอีกจุดหนึ่ง ก็กลายเป็นว่าเราเริ่มอุเบกขา “อุเบกขาก็คือวางเฉย” การที่เราจะอุเบกขาได้ ตรงนี้ต้องมีปัญญา ปัญญาในธรรมที่ว่าก็คือ มองให้เห็นว่ามันเป็นธรรมชาติของเขา เขาก็เป็นแบบนี้ เราก็มองให้เห็นเป็นกฎของกรรม การที่เขากระทบเราแบบนี้ก็เพราะเราเคยกระทบเขามาก่อน อันนี้ก็คือการที่เราใช้อุเบกขา

พออุเบกขาเราใช้ปัญญากำกับเพิ่มไปอีกว่า ถ้าเราไม่รับคำกระทบทั้งหลายเหล่านั้น เราก็ไม่ทุกข์ เราก็ไม่เจ็บใจไม่เสียใจ แต่ถ้าเรารับมามันก็เหมือนเรารับยาพิษเข้ามาในตัวเข้ามาในใจ ดังนั้นเมื่อเห็นว่ามันเป็นพิษเป็นโทษต่ออารมณ์จิต เป็นโทษต่อความเศร้าหมองของจิต เราก็ไม่รับมันมาไว้ในใจ อันนี้ก็ถือว่าเป็นปัญญาเป็นวิปัสสนา

พอสูงขึ้นไปอีก เราก็มองแบบคนที่พ้นโลก แยกอทิสมานกายขึ้นมาอยู่บนพระนิพพาน แล้วก็มองเห็นลงมา เห็นคน 2 คนตัวเล็กๆบนโลกมนุษย์ คนหนึ่งกำลังต่อว่าต่อขานด่าว่าใช้อารมณ์ หรือกระทบกระทั่งด้านอื่น กับไอ้กายที่เราสมมุติว่าเป็นของเรา เราก็พิจารณาว่าเราอยู่บนพระนิพพาน ถ้าเราอยู่บนพระนิพพานนี้แล้วไอ้กายเนื้อที่โดนกระทบนั้นมันตายไปแล้ว เพราะเราอยู่บนพระนิพพาน เราจะโกรธไหม กายเนื้อที่มันอยู่บนโลกมนุษย์ไอ้ขันธ์ห้านี้ มันประกอบไปด้วยอาการ32 ดินน้ำลมไฟ มันเต้นตามคำพูดแรงกระทบของคนที่เขาต่อว่าหรือกระทบใจเราไหม เราก็พิจารณาโดยอารมณ์ของอรหัตผลอยู่บนพระนิพพาน อารมณ์กระทบทั้งหลายมันก็ไม่มีผลกับเรา พิจารณาประดุจว่าคน 2 คนเขาทะเลาะกัน เขากระทบกันมาโดยที่ว่ามันไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา กายนี้ไม่ใช่ของเรา เราอยู่บนพระนิพพาน เขาพูดกันเรื่องของคนอื่น ไม่ได้ด่าไม่ได้ว่าเรา เพราะเราหมดความรู้สึกในความเป็นตัวเราของเราในขันธ์ห้าไปแล้ว ดังนั้นอารมณ์มันก็ไม่ทุกข์ พยายามฝึกจนกระทั่งถึงขั้นนี้ ค่อยๆฝึกไปทีละน้อยค่อยๆฝึกไปทีละนิด ค่อยๆฝึกในจุดที่เรารับได้จากการกระทบที่มันเบา จากเบาจากง่ายไปยาก จากเบาไปหนัก จากง่ายไปยาก จากน้อยไปมาก ในที่สุดเราก็สามารถรับมือกับการกระทบได้ในทุกสถานการณ์ในทุกสภาวะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราขยันฝึกจนชิน คนที่เค้าจ้องหาเหตุเรา ต่อว่าเรา กระทบอารมณ์เรา เราก็ค่อยๆฝึกจนกระทั่งใจเราไม่รู้สึกว่าเขาด่าเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา น้อมจิตอย่าคิดว่าทำไม่ได้ ฝึกไปทีละน้อยในที่สุดก็ทำได้ เหมือนฌานซึ่งเป็นของยาก ฌานสมาธิความสงบ เราทุกคนที่เคยฝึกจากที่เริ่มต้นเป็นศูนย์ไม่เคยฝึกมาก่อน เราบอกว่าความคิดมันหยุดไม่ได้ จะให้หยุดคิดจะให้สงบมันเป็นเรื่องยาก สุดท้ายทุกคนที่ฝึกก็สามารถหยุดจิตหยุดความคิดในชั่วขณะที่เราทรงฌานได้เป็นเรื่องปกติ ก่อนที่เรามาปฏิบัติความเป็นทิพย์ญาณเครื่องรู้ของจิตเราไม่เคยมี เราก็ฝึกจนปรากฏความเป็นทิพย์ของจิต ญาณเครื่องรู้ ธรรมะที่ผุดรู้ขึ้นในจิต ลางสังหรณ์ที่ปรากฏขึ้นในจิต ทิพยจักขุญาณที่ปรากฏขึ้น เราก็ฝึกจากไม่มีจนมี

ดังนั้น อันที่จริง การปฏิบัติเพื่อพระนิพพานนั้น หัวใจที่สำคัญที่สุด ก็คือ การปล่อยวาง

ยิ่งฝึกปล่อยวางได้มากเท่าไหร่ ไม่ว่าปล่อยวางจากร่างกายขันธ์ห้า ปล่อยวางจากการถูกกระทบ ปล่อยวางจากความวุ่นวายทั้งหลาย ปล่อยวางจากความยึดมั่นถือมั่นในทรัพย์สินวัตถุ หรือแม้แต่กระทั่งการปล่อยวางในชาติภพ ยิ่งปล่อยวางได้ง่ายได้เร็ว ฝึกปล่อยวางบ่อยมากเท่าไหร่ เริ่มรู้สึกว่ายึด รีบฝึกวางทันที รู้ว่าเกาะเกินไปก็ฝึกวางทันที พอฝึกวางบ่อยเข้าบ่อยเข้า จากที่คิดว่าปล่อยวางไม่ได้ จากยากมันก็กลายเป็นง่าย ดังนั้นอันที่จริงถ้าฝึกตามแนวทางที่บอก   สิ่งที่เราเคยมองว่ามันยากมันก็กลายเป็นง่าย

ตอนนี้ก็ให้เราน้อมจิต ฝึกปล่อยวาง ปล่อยวางอภัยคนที่เขานินทาว่าร้ายเรา ปล่อยวางอภัยการกระทบ ปล่อยวางอภัยคนที่เขาเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ปล่อยวางให้หมด หรือแม้แต่ปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นของจิตเราเองที่มีต่อวัตถุ ข้าวของ ทรัพย์สิน ความยึดมั่นถือมั่นในกายของเรา ปล่อยวางให้หมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกำหนดจิตบนพระนิพพาน อยู่หน้าพระ ปล่อยวางชาติภพทั้งหลายภพภูมิทั้งหลาย ปล่อยวางความปรารถนาในการเกิดเป็นมนุษย์ ปล่อยวางความปรารถนาความคิดถึงในทิพยสมบัติในสวรรค์ชั้นต่างๆในพรหม ปล่อยวางจากภพภูมิจากสังสารวัฏทั้งปวง ตัดภพจบชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอารมณ์สำคัญที่สุดในการปฏิบัติเพื่อพระนิพพานก็คือ อารมณ์ที่จิตของเราเกาะอยู่กับพระนิพพาน เกาะอยู่กับพระพุทธเจ้าเพียงจุดเดียว จิตไม่ปรารถนาภพอื่นภูมิใด ตรงนี้คือหัวใจของอารมณ์พระนิพพาน ตัดภพจบชาติ ครอบคลุมถึงการตัดสังโยชน์ทั้งสิบ

กำหนดน้อมจิตของเราทรงอารมณ์สภาวะเช่นนี้ไว้ ตอนนี้ให้เราทรงสภาวะบนพระนิพพานให้ผ่องใสที่สุด กายพระวิสุทธิเทพเต็มกำลังที่สุด

จากนั้นกำหนดน้อมว่า เราเดินตามรอยครูบาอาจารย์ที่ท่านสั่งไว้ ตราบที่ยังมีกายเนื้อขันธ์ห้าบนโลกมนุษย์ เราก็ยังประโยชน์ให้เกิดขึ้นต่อชาติ ศาสนา คือพระพุทธศาสนาและรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ รักษาความสามัคคีของคนในชาติ มีชีวิตอย่างมีประโยชน์อย่างมีคุณค่าต่อโลกมนุษย์ สร้างบุญกุศลทิ้งทวนความเป็นชาติสุดท้าย แต่ตายเมื่อไหร่เราไม่มีความอาลัยไม่มีความเสียดาย หรือถึงแม้หากว่าในระหว่างที่เรามีชีวิต เราทำบุญสร้างกุศลหรืองานสิ่งใดที่ยังคั่งค้างอยู่ ถึงเป็นบุญเป็นกุศลใหญ่ แต่ถ้าตายแล้วเราก็ไม่เสียดายไม่อาลัยไม่ห่วงใย เป็นเรื่องของคนรุ่นหลัง เป็นเรื่องของเพื่อนๆที่ยังอยู่ จะต้องสานต่อทำต่อ แต่เราตายเมื่อไหร่เราไปพระนิพพาน ช่วยเพื่อนๆจากบนพระนิพพานข้างบน โดยไม่มีความอาลัยไม่มีความหนักไม่มีความกังวลทั้งสิ้น ตั้งกำลังใจไว้เช่นนี้เสมอ และในฐานะที่เรานี้มีชีวิตอยู่เป็นคนไทย เราก็น้อมใจของเราสร้างกุศลให้เกิดขึ้นกับผืนแผ่นดินแม่ กตัญญูต่อแผ่นดิน ใครที่จะมาทำอันตรายต่อสถาบันความสามัคคีของคนในชาติ เราก็กำหนดรู้และช่วยกันป้องกัน ใครที่จะมาทำอันตรายต่อพระบวรพุทธศาสนา เราก็ช่วยกันระวัง รวมไปถึงทำนุบำรุงศาสนสถานคือวัดวาอาราม ซ่อมแซมพระพุทธรูปซ่อมแซมวัด ทำนุบำรุงให้อยู่ ดำรงความสวยงาม รักษาพระสัจธรรมให้มีความถูกต้อง ธรรมอันเป็นไปเพื่อความวิมุตติ ธรรมอันเป็นไปเพื่อความหลุดพ้น ธรรมอันเป็นไปเพื่อมรรคผลพระนิพพาน เราช่วยกันปฏิบัติ เราช่วยกันเผยแผ่ เราช่วยกันส่งเสริม และสุดท้ายช่วยกันทำนุบำรุงรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะพระมหากษัตริย์และพระพุทธศาสนา ถูกยึดโยงกันไว้ด้วยแรงอธิษฐาน ด้วยหน้าที่แห่งความเป็นพุทธภูมิ พระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ล้วนแล้วแต่เป็นพุทธภูมิ ล้วนแล้วแต่เป็นพระโพธิสัตว์ ให้เราดูว่าทุกองค์ล้วนแล้วแต่ยอยกพระพุทธศาสนา ทำนุบำรุงรู้ค่าพระพุทธศาสนา ถ้าหากสถาบันพระมหากษัตริย์ถูกทำลายถูกโค่นล้ม พระพุทธศาสนาก็สั่นคลอนตามไปด้วยอย่างแน่นอน

วันนี้ก็มีเหตุ อันที่จริงที่กล่าวไว้มีความสำคัญ พระท่านเตือนว่า ต่อไปจะมีลูกศิษย์ต้องจากไป ซึ่งตอนแรกตัวอาจารย์เองก็เข้าใจว่าเป็นไปตามวาระเป็นไปตามอายุขัยเป็นเรื่องปกติ ตราบจนช่วง2-3วันที่ผ่านมาถึงเข้าใจว่าที่ท่านเตือนนั่นก็คือ สำหรับบางคนนั้นก็อาจจะเป็นเรื่องตามอายุขัยปกติ แต่ที่ท่านเตือนนี้เป็นกรณีพิเศษ คือบุคคลที่ไปทำเหตุที่ทำให้ไม่ได้มีเหตุที่จำเป็นต้องสิ้นอายุขัยก่อน ไม่สามารถผ่านเข้าสู่ยุคชาววิไลได้ เพราะยุคชาววิไลนั้นมีความจำเป็นที่จะต้องคัดกรองเหลือแต่คนดีส่วนใหญ่ คนที่คิดร้ายทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ คนที่ส่งเสริมให้คนที่เข้ามาทำลาย เปิดประตูให้โจรมันเข้ามามีอำนาจ ตรงจุดนี้ก็ถือว่าเป็นกรรมที่จะต้องไปร่วมกับคนที่เขาส่งเสริม คนที่เขาส่งเสริมให้มามีอำนาจทำชั่วประการใดก็ตาม ไปส่งเสริมเขาให้มีอำนาจก็พลอยร่วงลงไปกับเขาด้วย ร่วงไปไหน ไม่ใช่ข้างบนแน่นอน อันที่จริงที่ตั้งใจจะเตือนก็คือจุดนี้ และสิ่งสำคัญที่จำเป็นต้องเตือน ต่อไปมันจะมีเหตุการณ์ความวุ่นวายในบ้านเมืองเกิดขึ้น หากมีเรื่องใดสิ่งใดปรากฏขึ้น มีการชุมนุมที่ใดก็อย่าไปร่วมไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดก็ตาม ให้ทุกคนเร่งปฏิบัติภาวนา ถึงเวลาความวุ่นวายผ่านไปไม่นานก็จะผ่านพ้น ความจริงทุกสิ่งก็จะถูกเปิดเผย เมื่อผ่านช่วงเวลาที่ความจริงทุกอย่างเริ่มเปิดเผย ก็จะเริ่มเข้าสู่ยุคชาววิไล ซึ่งอันที่จริงอาจจะไม่ได้เป็นไปอย่างที่หลายคนกลัวหรือกังวล แต่ถามว่ามีการสูญเสียไหม มี แต่ตอนนี้สิ่งต่างๆนั้นมันถูกจำกัดเขตว่า จะเป็นเฉพาะคนที่เค้าถูกคัดกรองจริงๆที่จะต้องถูกกวาดล้างไป อันนี้ก็ขอให้เราฟังพอเป็นนิทาน แต่ถ้าเกิดเหตุการณ์ตามที่อาจารย์กล่าวไว้ก็จงมีสติและฟังตาม ถ้าหากมีความวุ่นวายขึ้น เราไม่ต้องออกไปไม่ว่าจะเป็นกรณีใดเรื่องใดทั้งสิ้น อยู่บ้านเร่งรัดการปฏิบัติ แล้วก็วางกำลังใจไม่ประมาทในความตายไว้ ตั้งกำลังใจว่าเราจะผ่านเข้าสู่ยุคชาววิไลหรือไม่ จุดสำคัญของเราชาตินี้คือ เราเห็นทางเห็นแนวทางการปฏิบัติและเราได้ปักหมุดไว้ที่พระนิพพานเรียบร้อยแล้ว

ดังนั้นเป้าหมายของเราคือพระนิพพานเป็นที่ไป

บุคคลที่ตั้งจิตเพื่อพระนิพพาน เรารู้ว่าตายแล้วเราไปไหน ความกลัวตายมันก็จะบรรเทาเบาบางลง ถามว่าจุดนี้ขณะนี้เรายังกลัวตายไหม มันมีอยู่แล้ว เพราะว่าจิตยังไม่เข้าสู่อรหัตผลเต็มภูมิ แต่เป็นจิตที่อยู่ในอริยมรรค ความกลัวตายเป็นไปตามธรรมชาติของสัญชาตญาณ แต่เมื่อไหร่ที่เข้าสู่อรหัตผล สัญชาตญาณตรงนี้มันจะขาดลง เหมือนเช่นในยามที่ท่านที่ปฏิบัติจนเข้าสู่พระอนาคามีผล กามราคะก็จะขาดลงจากจิต มีเรื่องเล่าว่าแม้กระทั่งน้ำกามนั้นมันเหือดแห้งไปจนหมดไม่มีความรู้สึกทางเพศอีกต่อไป มันขาดจากกายไม่ได้ขาดเฉพาะทางจิตอย่างเดียว เรื่องความกลัวตายก็เช่นกัน เมื่อไหร่ที่เข้าสู่อรหัตผล สัญชาตญาณที่มันใหญ่ที่สุดของสรรพสัตว์ทั้งหลายคือความกลัวตาย มันจะขาดจากจิต ดังนั้นเราจะกลัวตายบ้างไม่ต้องตกใจ ถ้ายิ่งกลัวตายยิ่งต้องบริกรรมยิ่งต้องแยกจิตยิ่งต้องนึกถึงพระนิพพาน ให้เราวางอารมณ์ไว้เช่นนี้เป็นปกติ

ตอนนี้ก็ให้เราทุกคนน้อมจิตน้อมกระแสจากพระนิพพาน ตั้งอารมณ์ใจนึกถึงพระพุทธเจ้า อาราธนากระแสจากพระนิพพานแผ่เมตตาลงมายังสรรพสัตว์ในสังสารวัฏทั้งสามไตรภูมิ แผ่เมตตาน้อมกระแสจากพระนิพพานลงมา ยังอรูปพรหมทั้งสี่ชั้น แผ่เมตตาลงมายังสวรรค์คืออากาศเทวดา แผ่เมตตาลงมายังพรหมโลกทั้งสิบหกชั้น แผ่เมตตาลงมายังสวรรค์คืออากาศเทวดาทั้งหกชั้น แผ่เมตตาลงมายังเทวดาที่เสวยบุญเป็นรุกขเทวดา แผ่เมตตาลงมายังสรรพดวงจิตเทวดาทั้งหลายที่เป็นพระภูมิเจ้าที่เจ้าที่เจ้าทาง แผ่เมตตาลงมายังสรรพสัตว์ที่มีขันธ์ห้ากายเนื้อ อันได้แก่มนุษย์และสัตว์ทั้งหลายที่มีกายหยาบทั่วทั้งโลกทั่วทุกดวงดาวในจักรวาล แผ่เมตตาให้กับบรรดาโอปปาติกะสัมภเวสีทั้งหลาย แผ่เมตตาให้กับบรรดาเปรตอสูรกายทั้งหลาย แผ่เมตตาให้กับบรรดาสัตว์นรกทั้งหลายทุกขุม

จากนั้นน้อมจิตขอบารมีพระพุทธองค์ สมเด็จองค์ปฐมทรงเมตตาเปิดโลกแผ่เมตตาพร้อมกันทั้งสามภพภูมิ ขอสรรพสัตว์ทั้งหลายจงประสบความสุขพ้นจากความทุกข์ พ้นภัยจากวัฏสงสาร เข้าถึงความเป็นสัมมาทิฐิ เข้าถึงจิตอันเป็นกุศล เข้าถึงทาน ศีล ภาวนา เข้าถึงมรรคผลพระนิพพาน เข้าถึงความสุขทั้งหลายตามวิสัยอันพึงได้พึงเป็นด้วยเทอญ และขอให้ข้าพเจ้าเองจงเป็นผู้ที่สุขกายสุขใจ จงเป็นผู้ที่มีบุญกุศลหล่อเลี้ยง จงเป็นผู้ที่มั่นคงในพระรัตนตรัย จงเป็นผู้ที่มั่นคงในกุศลในความดีในความกตัญญูต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แผ่นดินบ้านเมืองด้วยเทอญ ขอความดีนั้นจงปักจารึกอยู่ในจิตของข้าพเจ้าตราบชั่วนิรันดร์ตราบเท้าเข้าถึงซึ่งพระนิพพาน ขอให้จิตใจที่ดีงามคงอยู่ตลอดไป

จากนั้นน้อมจิตกราบลาพระพุทธเจ้า กราบลาทุกท่านทุกๆพระองค์ ครูบาอาจารย์ทุกท่านบนพระนิพพาน น้อมจิตกราบพระสยามเทวาธิราช ขอน้อมบุญถึงทุกท่านทุกๆพระองค์ น้อมจิตกราบดวงพระวิญญาณของบูรพระมหากษัตราธิราชทุกพระองค์ ดวงพระวิญญาณของบรรพบุรุษไทยที่รักษาชาติบ้านเมืองทุกท่าน น้อมจิตกราบถึงเทพพรหมเทวาท่านผู้มีพระคุณทุกท่านทุกๆพระองค์ เทพพรหมเทวาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ปกปักรักษาชาติแผ่นดินบ้านเมือง เทพพรหมเทวาที่ปกปักรักษาพระบวรพุทธศาสนา เทพพรหมเทวาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ปกปักรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ ขอให้ท่านมีกำลังบุญฤทธิ์อิทธิฤทธิ์เทพฤทธ์คุ้มครองป้องกันให้ประเทศไทยผ่านพ้นภัยพิบัติเข้าสู่ยุคชาววิไล ขอให้เหตุการณ์บ้านเมืองผ่านพ้นวิกฤตไปได้ด้วยเทอญ ขอพระสยามเทวาธิราชปกปักรักษาบ้านเมืองเต็มกำลังด้วยเทอญ ปกปักรักษาคุ้มครองคนดีคนที่มีจิตใจกตัญญูต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ด้วยเทอญ

จากนั้นก็พุ่งจิตกลับลงมายังโลกมนุษย์ น้อมกระแสพระนิพพานลงมาคลุมเป็นแสงสว่าง คลุมชำระล้างร่างกายธาตุขันธ์ ขอกระแสธรรมฟอกธาตุขันธ์ ผมขนเล็บฟันหนังจงกลายเป็นแก้วใส โครงกระดูกจงกลายเป็นแก้วใส หลอดเลือดเส้นเอ็น เซลล์ทุกเซลล์อาการทั้ง32 อวัยวะทุกส่วนจงกลายเป็นแก้วใส ธาตุทั้ง4ดินน้ำลมไฟในกายขันธ์ห้านี้จงกลายเป็นแก้วใสประกายพรึก เซลล์มะเร็งเซลล์เนื้องอกเซลล์ที่ผิดปกติ พยาธิสภาพในอวัยวะทุกส่วน ขอจงสลายตัวไป เซลล์ที่ผิดปกติจงสลายตัวไป ขอธาตุธรรมหล่อเลี้ยงร่างกายขันธ์ห้า กายขันธ์ห้าจงกลายเป็นธาตุทิพย์ ขอร่างกายขันธ์ห้าจงหล่อเลี้ยงด้วยธาตุธรรมธาตุทิพย์ มีความเป็นทิพย์มีกระแสบุญหล่อเลี้ยงกายขันธ์ห้าของข้าพเจ้านี้ เพื่อยังประโยชน์ต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ กายขันธ์ห้านี้จงมีพละ จงมีอายุ จงมีวรรณะที่สมบูรณ์พร้อม ผ่องใส ยังประโยชน์ต่อตน ต่อส่วนรวม ต่อพระพุทธศาสนา ได้เต็มกำลังด้วยเทอญ โรคภัยไข้เจ็บจงสลายตัวไปจนหมด วิบากอกุศลจงสลายตัวไปให้หมด บุญจงส่งผลเปิดชีวิตของทุกคนเข้าสู่ยุคชาววิไลได้ สร้างประโยชน์ต่อโลก สร้างประโยชน์ต่อประเทศชาติ สร้างประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาสืบต่อไปได้ทุกคนด้วยเทอญ ขอเทวดาพรหมคุ้มครองรักษาเราทุกคนด้วยเทอญ

จากนั้นหายใจเข้าช้าๆ 3ครั้ง หายใจเข้าพุทออกโธ ครั้งที่2หายใจเข้าช้าๆลึกๆ ธัมโม ครั้งที่3หายใจเข้าช้าๆลึกๆ สังโฆ

จากนั้นถอนจิตช้าๆจากสมาธิ น้อมจิตอธิษฐาน โมทนาบุญกับกัลยาณมิตรที่ปฏิบัติเจริญพระกรรมฐานทุกคน โมทนากับกัลยาณมิตรที่มาฟังมาฝึกมาปฏิบัติตามในภายหลัง แล้วก็ตั้งจิตว่า บุญกุศลนี้ขอให้ข้าพเจ้าตั้งมั่นในความดีโดยเฉพาะอย่างยิ่งความกตัญญูต่อชาติบ้านเมืองต่อสถาบันทั้งสามสถาบันนั้นเป็นหัวใจของความเป็นคนดี ครูบาอาจารย์สำคัญคือหลวงพ่อพระราชพรหมยานนั้น ท่านย้ำนักย้ำหนากำชับนักกำชับหนาว่า กรรมฐานที่เราเรียนนั้นจริงๆก็เป็นไปเพื่อยังประโยชน์ในมรรคผลพระนิพพาน และตราบที่เรายังมีชีวิตอยู่เราก็ต้องสร้างปฏิปทาสาธารณประโยชน์ คือช่วยทำนุบำรุงชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ดังนั้นเราจงเจริญรอยตามครูบาอาจารย์ เจริญตามเส้นทางแห่งกุศลความดี ผลแห่งการปฏิบัติเป็นที่ประจักษ์ ตัวเราเมื่อก้าวเดินตามแนวทางที่ถูกต้อง เราก็ไปตามเส้นทางที่ถูกต้อง ไม่หลงทาง ไม่อ้อม ไม่หลุด ให้เราทุกคนจงเข้าถึงความดี ระหว่างนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันสองวันนี้ มันก็จะมีเรื่องราววุ่นวายกระทบใจอันเป็นเหตุทางโลก ให้เราพยายามวางอุเบกขา ในที่สุดทุกอย่างก็จะผ่านพ้น พระสยามเทวาธิราชท่านคุ้มครองชาติบ้านเมืองแน่นอน เราเฉยๆ มองว่าทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกเป็นเพียงแค่ละคร ใครที่เขาทำกรรมชั่วในที่สุดก็ต้องรับผลกรรมของกรรมชั่วที่ตัวเองทำ ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเป็นไปตามกฎของกรรมทั้งสิ้น ตัวเราเองก็จงทำเหตุคือสร้างกุศลกรรมดี เพื่อให้รับผลดีต่อชีวิตทั้งในระหว่างที่มีชีวิตและก็ตราบที่เราเข้าถึงซึ่งพระนิพพาน

สำหรับวันนี้ก็ขอโมทนาบุญกับทุกคน ให้เราทุกคนมีความสุขความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้า

สำหรับวันนี้สวัสดี พบกันใหม่สัปดาห์หน้าวันอาทิตย์

ถอดเสียงและเรียบเรียงโดย : คุณรัตนา วงศ์ดีประสิทธิ์

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้